| Dop's profileDoppy's StudioBlogLists | Help |
|
Doppy's Studioสำหรับรูปถ่ายจะอยู่ที่นี่นะครับ http://doppystudio.multiply.com February 03 อารมณ์ดีไปสร้างฝายอารมณ์ดีอะไรซักอย่างๆ ลงชื่อจะไปช่วยเค้าสร้างฝายที่ลำปางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ^^' เนื่องด้วยทางสมาคมแมวน้ำบางโพ ร่วมกับ บ.ปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด จัดโครงการ “แมวน้ำบางโพรวมใจ สร้างฝายกันมั้ยไม่กี่วันเอง” โดยรวบรวมสมัครพรรคพวกผู้มีจิตศรัทธา มีอุดมการณ์ แนวคิด จิตสำนึก รักษ์ธรรมชาติบ้านเมือง และอยากร่วมใจสนอง event ใหญ่ของเครือฯ ที่ไม่ได้มีกันง่ายๆแต่ก็มีมาหลายปีแล้ว ไปสร้างฝายชะลอน้ำ ตามแนวพระราชดำริฯ ที่ลำปางกันครับ วันที่ 22-24 กุมภาพันธ์ 2551 รับจำนวนจำกัด 40 คน แต่เกินให้ถึง 80 คน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆยกเว้นค่าเดินทาง แต่ต้องใช้ใจและแรงกายในการร่วม..กับเรา
รายละเอียดที่ไม่ค่อยละเอียด · 21 ก.พ. 51 (วันหยุด – มาฆบูชา) ร่วมพบปะและขึ้นรถไฟ ที่ปูนฯ บางซื่อ เวลา 18.00 น. · การเดินทางจะเดินทางโดยรถไฟนอนชั้น 2 ถ้ามากันครบโบกี้จะจองปิดโบกี้เปิดเป็นฉิ่งฉาบทัวร์ · เช้าวันที่ 22 ก.พ. (วันนี้อาจจะต้องลางานกันนะครับ) ถึงที่ปูนลำปาง ฟัง brief และดูวีดิทัศน์ เสร็จเราจะรู้ซึ้งว่าทำไมต้องมาสร้าง และสร้างอย่างไร · บ่าย 22 ก.พ. ไปลองสร้างฝายที่ใกล้ๆ ก่อน เป็นการฝึก · วันเสาร์ที่ 23 ก.พ. ขึ้นเขาไปลุย ตั้งแต่เช้า ยันเย็น KPI เราอย่างต่ำ 5 ฝายครับ · วันอาทิตย์ – นอนรถไฟกลับ ทางปูน และทางแมวน้ำ รับรองความปลอดภัย ไม่มีวอกแวกครับ
ดังนั้นทุกท่านที่สนใจ ไม่จำกัดว่าอยู่กลุ่มธุรกิจไหน อยู่ใน หรือนอกเครือฯ หรือนอกคอก ก็ตามแต่ สามารถพาเพื่อน พี่ น้อง ญาติ มิตร ไปได้ ขอแค่มีจิตอาสาอยากไป ทางเราวัยรุ่น รับได้ทุกอย่าง สนใจแจ้งสถานะกลับมาได้เลยครับ
ปล. ไม่ต้องกลัวไม่รู้จักใครครับ เพราะว่ามิตรภาพดีๆ มักเกิดขึ้นจากการไปเหนื่อยด้วยกัน บางทีอาจจได้อะไรที่ยาวนานกว่ามิตรภาพ เช่น มิตรเต่า ก็เป็นไปได้
ปล. 2 รีบบอกก่อนสิ้นเดือนมกราด้วยครับ จะได้จองโบกี้รถไฟ คาดว่าน่าจะได้ควักกันคนละ 1,500 เป็นค่ารถไฟไปกลับ สอบถามติดต่อคุณอ๊อบเบอเร่อได้เลย
ดูรายชื่อผู้เข้าร่วมได้ที่นี่เน้อ....หลากหลาย ผสมปนเปจากทุกสารทิศดีจริงๆ http://maewcp.multiply.com/journal/item/16 อันนี้อย่าสนใจ....เป็นส่วนของงานไว้ล่อ google ให้มาเจอแค่นั้นแหละ....อย่าถือสาๆ December 21 Build my Cityสวนกระแส...ปลูกแครอท มาลองสร้างเมืองกันมั่ง http://doppy.myminicity.com/ ไม่แน่ใจว่าทำไงให้เมืองมันรุ่งเรืองนะ...รู้แต่ถ้าคนเข้าไปเยอะๆ แล้วเมืองน่าจะใหญ่ขึ้น ช่วยๆ กันเข้าหน่อยนาาา ^o^ (เข้าแล้วโพสอะไรนิดๆ หน่อยๆ พอเป็นพิธีหน่อยละกัน) December 07 ดูนิสัยจากสมอง ของชาวญี่ปุ่น "อุซะอุซะ"
ดูนิสัยสมอง ของชาวญี่ปุ่น "อุซะอุซะ" มีเพื่อนเค้าส่ง Forward mail มาให้ เป็นวิธีดูว่าตัวเองเป็นคนยังไง... ง่ายๆ 5 วินาทีก็เสร็จละ เลยเอามาแบ่งปันนะครับ ตรงไม่ตรงยังไงก็บอกกันหน่อยละกัน... ส่วนตัวผมว่าก็โออ่ะ ![]()
เอ้ามาดูผลลัพธ์กันเลย
November 24 ค่ายป่าตาวด๊าวด๋าว (ภาคสอง)ความทรงจำที่ 9 : ชื่อ บูบู้วววว คับ ![]() ผมจ้องมองพระอาทิตย์ในยามเช้าตรู่ แสงแดดอ่อนๆ พรายลงมาสู่นัยน์ตาผม มอบความสว่างให้กับสายตาและดวงจิตของผม หนึ่งในของขวัญของโลกใบนี้ที่ผมชื่นชอบมากที่สุด วิวยามพระอาทิตย์ขึ้น และอีกอันคือวิวยามพระอาทิตย์ตกดิน ถือเป็นของขวัญอันสวยงามที่โลกนี้ได้มอบไว้ให้พวกเราเหล่าสรรพสิ่ง ผมหลับสายตาลงและปล่อยให้ร่างกายสัมผัสกับสายลมหนาวแผ่วเบา ที่โอมประโลมเข้ามารอบกาย ความรู้สึกสดชื่นก็ชุ่มไปทั้งจิตใจ โลกนี้ช่างเข้าใจเลือกบรรยากาศในการเริ่มวันใหม่จริงๆ เช้านี้เป็นเช้าที่สองที่ผมได้มาอยู่ ณ ค่าย ที่บ้านป่าตาวแห่งนี้ แล้วก็เหมือนกับทุกๆ เช้า พวกเราชาวค่ายจะมาเรียงตัวกันที่สนามวอลเลย์ เพื่อทำการบริหารร่างกายยามเช้าให้ร่างกายตื่นนอน... แม้จะต้องขัดแย้งกับหนังปิดตาซักหน่อยก็เถอะ แต่ที่สุดแล้วมันก็ต้องตื่นนอนอยู่ดีนี่นา... "ทุกคนยกมือชูสองนิ้วครับ" "แล้วเตะขาไปทางซ้ายขวา สลับกันนะครับ" "ท่านี้ชื่อท่า มารูโกะยิ้มแย้ม คับ!" ปู๋ววู้ววววว......... ลาก่อน...ความสุนทรีย์กับเช้าอันสดใส.... นั่นคือความประทับใจแรกกับน้องผู้นี้ครับ "บูบู้ววว (ครับ)" ![]() เอ่อ....จะขอโน้ตไว้นิดนึงนะครับ....เวลาเรียกชื่อน้องบูบู้ว (ครับ) เนี่ย อย่าเรียกปล่าวๆ ต้องต่อเนื่องด้วยคำว่า "ครับ" ด้วย... จำเป็นครับจำเป็น... มันแสดงถึงความเป็นบูบู้วววว (ครับ)....จะเหมือนการไม่ให้เกียรติน้อง บูบู้ววว (ครับ) เค้านะครับ ถ้าไม่ทำอย่างนั้น.... แล้วถ้าจะให้เต็มสตรีมจริงๆ ให้ลากทำนองแล้วใส่ลูกคอด้วยครับ melody เวลาเรียกชื่อบูบู้ววว คือพูดคำว่า "บู" ที่ระดับเสียงเท่าไหร่ คือว่า "บู้ว" ให้ขึ้นมาสองเสียงครึ่ง ครับ ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณพูดคำว่า "บู" ที่ระดับเสียง E (มี) คำว่า "บู้ว" ให้อยู่ที่โน้ตตัว B (ลา) ครับ แล้วลากลูกคอให้เสียงยาว 3 จังหวะ... คือ บู หนึ่งจังหวะ บู้ว สามจังหวะ ครับ แต่ถ้าคุณจะใส่ "ครับ" หลังชื่อด้วย ก็ลดจังหวะ "บู้ว" ให้เหลือจังหวะเดียว จากนั้นให้เผยอปากเล็กน้อยก่อนจะพูดคำว่า "ครับ" ออกมาด้วยเสียงที่หล่อที่สุด "บูบู้ววครับ" ลองอีกทีนะครับ....ขอหล่อกว่านี้อีกนิดนึง "บูบู้วววว....ครับ" โอ้โห...แค่วิธีการเรียกก็ยุ่งยากซะขนาดนี้แล้ว....
มันเป็นใครเนี่ย บูบู้ววว (ครับ) เนี่ย น้องบูบู้ววว (ครับ) เป็นน้องปีสองวิศวะ ภาคโยธา เป็นรุ่นน้องที่ดีคนนึง แต่จะบอกว่าปกติก็ไม่ใช่ แต่จะว่าแปลกก็ไม่เชิง คือมันมีอะไรบางอย่างที่ทำให้น้องบูบู้ววว (ครับ) เค้าพิเศษน่ะครับ... ผมจะยกตัวอย่างมาเล่าสู่กันฟังซักมุมนึงละกัน...คือ ความเต็มที่ของน้องเค้าครับ... ต้องเห็นท่าเต้นยามสันทนาการ หรือ เวลาไปเกะกับน้องเค้าครับ... โอ้โห...เรียกได้ว่ามันมีพลังมีความรุ่มร้อนของจิตวิญญาณแห่งอะคาเดมี่เลยทีเดียว! ร้องเป็นร้อง เต้นเป็นเต้น ทั้งไตรภพเลย กาย วาจาและใจ ....แต่........... (น่านมีแต่ด้วย)........ คือถ้าสังเกตหน้าน้องกุลจะเห็นเธอทำหน้าเบี้ยวๆ นิดนึง (^^') ผมคาดว่านะ...มันคงคล้ายๆ ต้มยำที่ส่วนผสมเกือบพอดีน่ะ....คือเกินๆขาดๆ ไปหน่อย....คงด้วยสำเนียงการร้องแนวไม่ชัดแบบพยายามจะโกอินเตอร์แบบ RS (แบบร้อง จ.จาน ช.ช้าง ไม่ชัดน่ะ) แล้วก็ด้วยหน้าตะละม้ายคล้ายจะเก๊กตลอดเวลาของน้องบูบู้วล่ะมั้งครับ ทำให้บางทีคนชอบคิดว่าบูบู้ววว(ครับ) ขี้เก๊กไปซะอยู่เรื่อย แต่จริงๆ น้องเค้าป่าวนะ ^^'... เป็นก็แค่อาการคิดไปเอง จริงๆ น้องบูบู้ววว (ครับ) เนี่ยเป็นคนดีนะคับ แถมเป็นสุภาพบุรุษด้วย.... แต่บางครั้งน้องเค้าคงทำตามเหล่าคนดังบางคน ที่ล้ำเส้น สุภาพบุรุษ ผู้ชายอบอุ่น ไปอยู่ในแดนเสี่ยวโดยไม่ได้ตั้งใจมากไปหน่อยเท่านั้นเอง ยกตัวอย่างเช่น...เจมส์ กอลฟ์ไมค์ บี้เดอะสตาร์ เหล่านี้คือพวกที่พยายามจะหล่อมากไปจนล้ำเส้นกลายเป็น "เสี่ยว" แทนซะงั้น... บี้นี่เกือบไม่ล้ำนะ...แต่พอแม่งร้อง "อ๊ะอาว" มาทีนี่...สองช่วงตัวเลยแสดดด!! ก็อย่างว่า "สุภาษบุรุษ" กับ "เสี่ยว" มันห่างกันแค่ปลายจวักนิ๊ดเดียว เพราะงั้นไม่แปลกที่ใครจะสัมผัสบูบู้ววว ได้ในลักษณะนี้....จริงๆ ตอนแรกผมก็นึกว่าน้องคนนี้ พยายามจะทำตัวหล่อจนเกินพอดีนะ... แต่ถ้าได้คุยแล้วจะรู้ครับว่าจริงๆ บูบู้วววว(ครับ) เป็นคนที่น่ารักคนนึงนะ... จริงๆ ผมว่าถ้าลองใส่พริกให้น้อยลงกว่านี้อีกเม็ด เพิ่มมะนาวหน่อย เราก็น่าจะได้ต้มยำที่กลมกล่อมหวานหอมกำลังดีออกมาชามนึงเลยแหละ ปล. รูปข้างต้นนี่เฮี้ยนมาก ถ่ายเสร็จกระจกหน้ากล้องค้าง....กล้องเกิดอาการวิงๆ Error จนต้องแกะเลนส์มาเขี่ยกระจกเลนส์ทีนึงกว่าจะกลับมาใช้ได้ดังเดิม ปล2. ยังไง๊ ยังไง พี่ก็ว่าชื่อ MSN แกเสี่ยวนะบูบู้ววว "Touch of my love" เนี่ย เสี่ยวได้อีกเหอะ ความทรงจำที่ 10 : คุณพ่อโอ ![]() "โอ....พี่ว่าอนาคตเราต้องเป็นคุณพ่อที่ดีได้แน่ๆ" นี่คือเป็นคำสรรเสริญที่ผมจะให้กับน้องโอครับ....แม้ว่าจะด้วยวัย 20 ต้นๆ แต่น้องโอ สามารถแผ่ออร่าแห่งความเป็นคุณพ่อออกมาได้อย่างไม่สมวัย จริงๆ น้องเค้าก็ไม่ได้ทำอะไรที่เกินพอดีนะ....แต่ด้วยบรรยากาศและความลงตัวหลายๆอย่าง ทำให้สโลแกน "คุณป้อที่อบอุ่น" ดูจะ Fit พอดีกับน้องโอซะเหลือเกิน พ่อโอ มีลูกหลวง 1 คนคับ....ชื่อน้องแบงค์....ลูกเล็กลูกน้อยเราไม่นับละกันนะ (คือไม่ได้หลายใจเหมือนมีเมียเล็กเมียน้อยนะคับ...แต่ทำไงได้ เด็กมันมาติดเองนิ) ติดน้องโอเป็นตังเมตั้งแต่วันแรกยันวันสุดท้ายของค่าย.... พอไปถามน้องโอว่าเคล็ดลับคืออะไร.... น้องโอเลยเฉลยมาว่า "อ๋อ พี่ต้องรู้ Keyword" (น่านนน... เริ่มจะงงนะ keyword เกี่ยวไร) "Keyword ไร?" "อุลตร้าแมน คับพี่" คับ....น้องแบงค์ชอบอุลตร้าแมน.... แล้วน้องโอเค้าเล่นงานน้องแบงค์ได้ตรงจุดครับ....อัดทีเดียวน้องติดหนึบเลย... โอ้โห...สุดยอดป่ะล่ะ คนๆนี้... จริงๆ ถ้าสาวๆ คนไหนยังมองหาคุณพ่อที่ดีในอนาคต จะขอแนะนำน้องโอให้เป็นพิเศษเลย.... การศึกษา ปริญญาตรี วิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ขี้อายระยะต้น แต่ถ้าเริ่มสนิทแล้วก็คุยกันได้ยันลามปามเล็กน้อย สนใจยังไงก็ติดต่อได้ผ่าน space นี้เลยนะคับ \(^o^)/ ความทรงจำที่ 11 : โครงศึกษา ![]() เป็นกิจกรรมที่ผมชอบมากมาย....ชอบค่ายของชมรมนี้ที่สุดก็เพราะกิจกรรมนี้แหละ โครงศึกษาเป็นกิจกรรมที่ว่า เราชาวค่ายจะแบ่งกันเป็นกลุ่มย่อยๆ กลุ่มละ 5-7 คน จากนั้นก็จะมาแบ่งปันความคิดกันและกันในหัวข้อที่คนนำวงกำหนด.... หัวข้อก็จะมีอะไรต่างๆ กันไป อาทิ เล่าเรื่องตัวเอง, เรื่องความรัก, เรื่องการเรียน, เรื่องความรู้สึก, ฯลฯ... หรือเรียกได้อีกแบบว่า "นั่งเมาท์ แบบมีเทียนไข" แล้วที่ผมชอบโครงนี้เพราะทุกครั้งที่จบวงศึกษาของคืนนั้นไป ผมจะรู้จักและรู้สึกสนิทใจกับคนในวงเดียวกันมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อเลย... เรียกว่าสายตาที่มองของเย็นวันก่อนหน้า กับเช้าวันถัดมา นี่คนละเรื่องกันเลย..... "เว่อร์ไปม้าง ด๊อบ"..... ไม่หรอก.....ไม่เวอร์หรอก... มันเป็นลักษณะเหมือนการเปิดใจให้กันและกันน่ะ.... เราทุกคนจะรู้สึกสบายใจที่จะได้เปิดใจให้กับคนที่เปิดใจให้เราเหมือนกัน...จริงมะ! เหมือนเวลาถ้าเพื่อนมาปรึกษาเราเวลาลำบากใจ หรือร้องไห้ต่อหน้าเราเนี่ย... เราจะไม่รู้สึกสมเพช หรือดูถูกเพื่อนหรอก....ตรงกันข้าม เราจะยิ่งรู้สึกสบายใจกับคนๆ นี้มากขึ้นซะอีก... เพราะอย่างน้อยเค้าก็กล้าที่จะเปิดเผยตัวจริง เปิดเผยด้านที่อ่อนแอของเค้าให้เราเห็นแล้วนี่นา... แล้ววันรุ่งขึ้นกลายเป็นว่าเรามองเพื่อนคนนั้นด้วยอีกอารมณ์นึงเลย.... แต่ก็นะ....หลายคนชอบคิดว่าการทำตัวให้ดูแข็งแรง ดูดีต่อหน้าคนอื่นๆ เนี่ยจะดึงดูดให้คนอื่นๆ เข้ามาหาเรา....ป่าว!! เข้าใจผิดซะแล้ว....จะดึงดูดสายตาหมันไส้ และ รอยตีน สู่ร่างกายซะมากกว่า.... การแสดงตนว่าตัวเองเป็นคนเก่ง ไม่มีใครชอบหรอก.... แต่ก็ไม่ใช่ว่าไปร้องไห้บ่นทุกเรื่องตัดพ้อต่อว่าสวรรค์ว่าไม่ยุติธรรมให้ทุกคนฟังตลอดเวลานะ อันนั้นก็มากเกิน... จะมีแต่คนรำคาญเอาง่ายๆ.... ทางสายกลางครับ แข็งเมื่อควรแข็ง อ่อนเมื่อควรอ่อน.. จะดีที่สุด ^_^ รู้สึกว่าตอนนี้น้องๆ Freshy กลุ่มหนึ่งจะกำลังซุ่มฝึกพัฒนาโครงศึกษาอยู่นะ...ซ้อมกันทุกว้านทุกวัน.... ขยันฝึกจริงๆ ^_^ ความทรงจำที่ 12 : Jai is / ไจ๋อยู่ ![]() คือน้องเค้าชื่อไจ๋ครับ...ก็เลยโดนเรียกว่า ไจ๋อยู่ ทำไมน่ะเหรอ....."อย่าพูดถึงเร้ย!! ไม่ควรๆ" "เอ้ย ไจ๋อยู่ป่าว" "อ๊อ ไจ๋ไม่อยู่ครับ" (ถ้าไม่เข้าใจบทสนทนาข้างต้น...พิจารณาตัวเองนิดนึงนะครับ แปลว่าคุณเปรียบเสมือนผ้าขาวอันบริสุทธิ์ ทำตัวให้เปื้อนมลทินบ้างนะคับ ไม่งั้นอาจรับความจริงของโลกนี้ไม่ไหว โลกนี้ไม่ได้สวยใสงดงาม แต่จะขออวยพรให้คุณสู้ต่อไป) ตอนแรกทุกคนก็แค่แซวชื่อน้องไจ๋เล่นๆ....ไปๆ มาๆ ท่าทางมันจะชอบ.... เดี๋ยวนี้ลงชื่ออะไรก็ไจ๋อยู่ เรียกตัวเองไจ๋อยู่ แถมเล่นมุขนี้ด้วยตัวเองซะงั้น "อ๋อ วันนี้ไจ๋อยู่ครับ" "พรุ่งนี้ ไจ๋จะไม่อยู่นะครับ" "ไจ๋อยู่ถึงสามทุ่มวันนี้" "ไจ๋อยู่แล้วครับ" "ตอนนี้ไจ๋ยังไม่อยู่ครับ แต่อีกซักพักไจ๋จะอยู่" แหม่....ชื่อน้องไจ๋นี่ Control ง่ายได้อย่างใจ สะดวกใช้งานเจรงงงงง ไอ้น้องคับ อ่ะ....มาเข้าโครงศึกษาน้องไจ๋กันต่อไป.... น้องไจ๋ถือเป็นมนุษย์ผู้ชายที่ profile ดีครับ....เรียกว่าพ่อแม่ให้มาดี สูง ขาว หน้าตาใช้ได้ มันสมองระดับวิศวะ จุฬาฯ (โอ้โห) แต่อย่างว่า......Nobody is perfect คือ....อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน..... แปลกก็ไม่ใช่ เนิร์ดก็ไม่เชิง ประมาณว่างงได้อีก... มัวันนึงผมทักน้องไจ๋ใน MSN Dop : "หวัดดี หมูน้อย" (ผมทักไปก่อน) Jai : "งง??" Dop : "ทักทายเฉยๆ อย่าคิดมาก" Jai : "แล้วทำไมต้องหมูอ่ะพี่" Dop : เอ่อ... ไม่มีเหตุผลหรอก : จะให้หาเหตุผลจริงๆ ป่ะ Jai : "อื้ม...อยากรู้" Dop : (-________-)'' น้องไจ๋เนี่ย.....ก็คล้ายๆ กับผู้ชายวิศวะหลายๆคน (โดยเฉพาะวิศวฯ คอม)....คือถูกหล่อหลอมมาในกรอบของเหตุผล... เป็นพวกที่ใช้เหตุผลในการดำเนินชีวิตครับ...จะทำอะไรต้องมีเหตุผล... เป็นเรื่องดีนะคับ ดีแล้ว มีเหตุผล ถูกต้องแล้วๆ... แต่............คนกลุ่มนี้มักจะลืมเอา "ความรู้สึก" มาเป็นตัวแปรในการคำนวณสมการการใช้ชีวิตน่ะเด้....ที่โชคร้ายคือ ผู้หญิงมักจะใช้ "ความรู้สึก" มากกว่า "เหตุผล" ซะด้วยสิ.... สรุปแล้วกลายเป็นว่า....คนกลุ่มนี้เลยจะไม่ค่อยเข้าใจสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าผู้หญิง (หมายเหตุ : ถ้าท่านเป็นเด็กวิศวะ อ่านตรงนี้แล้วยังไม่ get ให้เทียบง่ายๆ คือ จำนวนบนโลกนี้มีทั้งส่วน จริง และ ส่วน จินตภาพ ใช่มะ....ทีนี้การจะระบุตำแหน่งที่แท้จริงของจำนวนเหล่านั้นได้ จำเป็นต้องพิจารณาทั้งส่วนจริงและ ส่วนจินตภาพถูกมะ....แม้ส่วนจินตภาพจะไม่มีตัวตนอยู่จริงๆ แต่มันก็ต้องคิดด้วย!! ไม่ง้นไม่ถูก.....) อย่างที่เค้าว่าคับ....พูดกันด้วย "เหตุผล" แต่คุยกันด้วย "อารมณ์" "ผู้หญิงนี่ไม่มีเหตุผลเอาซะเลย" "ผู้ชายนี่ไม่เคยเข้าใจอะไรเลย" เคยได้ยินกันใช่ม้าาา ประโยคนี้..... (ประเด็นนี้นี่ว่ากันได้อีกยาวยืดจนเขียนเป็น blog ได้อีกอันนึงเลยเหอะ....ไว้ใครอยากว่ากันต่อมาว่ากันหลังไมค์ละกันนะ) แต่ไม่เป็นไรนะไจ๋.....นี่ไม่ใช่อาการถาวร....อยู่ๆไปในโลก.... คุยๆกับคนเยอะๆ ปรับสมองหน่อย ก็จะเข้าใจและรู้ได้เองแหละ (^o^) เป็นอะไรที่เข้าใจกันได้ ผมบอกน้องไจ๋ไว้ในวงศึกษาครับ....ว่าเหตุผลนึงที่ผมจะมาค่ายชมรมนี้ต่อคือ....มาดูว่าอนาคตไจ๋จะกลายเป็นยังไง...คือน้องคนนี้มี ศักยภาพในตัวอยู่มากมายครับ กับหลากเส้นทางที่สามารถเลือกจะเดินได้... ขึ้นกับว่าเค้าจะเลือกทางไหนแค่นั้นแหละ.... ตอนนี้ยังเป็นคลาสนักรบฝึกหัดว่างั้นเหอะ....อยู่ที่ว่าจะเลือกคลาสเช้นจ์ ไปเป็นสายไหน.... แต่รู้สึกว่าล่าสุดน้องไจ๋จะแสดงความสนใจเป็นพิเศษในสายอาชีพนักบันเทิง "ปิ๊ก และ อั้ม" นะ...... เอ่อ......เอาจริงเหรอไจ๋........อืม.........ก็.....อือๆ......สู้ละกัน........(แต่กูว่าอย่าเล้ยยยย) ความทรงจำที่ 13 : ชมรมโลหิต ![]() ก็หลังจากสวมบทพ่อครัวนั่งเผายืนเผาคนอื่นซะเกรียมละ... ขออนุญาตพักเตามาเขียนเรื่องกับชมรมนี้บ้างละกัน... เขียนทำไมเนี่ย? "ก็แค่อยากขอบคุณชมรมดีๆ ชมรมนึงแค่นั้นแหละ....." ขอบคุณกับความรู้สึกอบอุ่นที่ยังมีให้กันเหมือนเดิม แม้ว่าจะผ่านมาแล้วนานมากมาย... ตอนแรกจริงๆ ก็กลัวๆ ว่าจะเป็นยังไงที่มาค่ายนี้... จะเป็นชาวค่ายใหม่ก็ไม่ใช่ ชาวค่ายเก่าก็ไม่เชิง... รู้จักแค่อั้ม ปิ๊ก พีช กุน แล้วก็พี่วีเอง มาค่ายชมรมครั้งล่าสุดตอนปีหนึ่ง...โผล่มาอีกทีตอนจบไปแล้วสองปี..... แต่....ค่ายนี้ชมรมนี้ก็ยังคงมอบความรู้สึกอบอุ่นของ "ชมรมโลหิต" ได้เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง... สุดยอดแห่งความประทับใจได้อีกเหอะ! ขอบคุณคับ สั้นๆ แค่นี้แหละ ไม่ต้องร่ายยาว...... ขอบคุณนะคับ.... ความทรงจำที่ 14 : ท่าน ส.ส. ลงพื้นที่ ![]() น้องบอมจะลงเลือกตั้งเมื่อไหร่บอกด้วยนะ...น้องบอมแผ่ออร่า ส.ส. ให้พี่ได้สัมผัสตั้งแต่วันแรกที่เราเจอกันเลยล่ะ... สุดยอด ทั้งวาจา กิริยา ท่าทาง บุคลิก การแต่งกาย เหมือนฟ้าส่งมาให้เป็น ส.ส. อ่ะ....You're born for this!! แล้วแจ๊กเก็ตสีเหลืองนั่นนี่ใช่เลย!! สุดยอดจะอิมเมจ ส.ส. ความทรงจำที่ 15 : What remind me of who you are? ![]() Each of us has our own unique memorable moment of life, whether word, phrase, event or any other things, that remind the world of who we are. I'll try listing the "first impression" when one's name comes up in my mind, let's see...what will it like.... ทุกๆ คนแหละคับ จะมีท่า ประโยค เหตุการณ์ หรืออะไร ที่เฉพาะตัวของแต่ละคนอยู่แล้ว.... เดี๋ยวผมจะลองไล่สิ่งแรกที่ปิ๊งขึ้นมาในหัวเวลานึกถึงคนๆ นั้น....มาดูกันซิว่าของใครเป็นอะไรกันบ้าง พี่วี : "ผมหล่อสุดคับ ผมหล่อสุด" พีช : "อยากจับหมูว่ะ" กุล : "คือพี่เป็นคนขวางโลกน่ะ" วี(แมง) : "เฮ้ยยยยย" ปิ๊ก : "ปู๋ววู้วววว" อิ๊ก : คาราโอเกะ อั้ม : "เมี้ยวๆๆๆๆๆๆๆๆ" คิม : "เอ็งลองดูดิ...." จาร์ : เคโระๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เบนซ์ : ยิ้ม ชาติ : ปากกับทรงผม กิ๊ฟ : "เย้ยยยย" บอล : "ป่าตาวด๊าวด๋าว" "เฮ่ๆๆ" นุ๊ก : นางสาวไทย ปอม : "อ๋าาวววววววว" แม็กซ์ : หน้าเหมือนพี่จัง (แต่มันหล่อกว่า...แสดดดด!!!) โอ : คุณพ่อโอ บอม : ท่าน ส.ส. มรรค : "นี่มัน!" "นี่มันไพ่เทพเจรงๆ" เป๋า : ภาพเป๋าดีดกีตาร์แล้วร้องเพลง ติ : ทรงผมเห็ด เอิ้น : ชูสองนิ้ววางไว้บนแก้มซ้าย ขวัญ : เสียงกรี๊ดดดด เติ้ง : ทามะๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ฮ้อ : เฮียฮ้อซ้อแอม (คล้องจองดีจัง) โด๊ส : รถกระบะสีส้มชนกับรถตู้หน้าเซเว่น บูบู้ว : "ชื่อบูบู้วววครับ" หมู : "พี่ด๊อบ ลูกรูบิกอยู่ไหนพี่" พิณ : เตย เตย : พิณ ออยล์ : ล ลิง การันต์ ปลา : แต่งหน้าเข้มจัง กุ๊งกิ๊ง : แพ้ไข่ "ได้อีก" กุล : "เฮ้ย มึง" แพร์ : น้องแพร์หายไปไหน? หนิง : "เย้ย" บิว : ประมวลกฎหมาย จ๊ะ : รอยยิ้ม ข้าวปั้น : ดวงตากับทรงผม ไจ๋ : "เอาเลยละกัน" อย่าถาม!! ว่าทำไม ผม/หนู ถึงเป็นแบบนี้อ่ะพี่.... มันคือแว๊บแรกที่เข้ามาในหัวน่ะ... ^^' อย่าถามเหตุผลเล้ย...ไม่มีหรอก และก็จบลงสำหรับภาคที่สองของความทรงจำจากค่ายป่าตาวด๊าวด๋าว.... สำหรับใครที่ตกเป็นเป้าหมายของการนำเสนอ ก็ ขำๆ นะ....อย่าซีเรียสมาก ^_^ เพื่อการบันเทิง อย่าจองเวรกันเลยนะค้าบบบบ ส่วนคนที่น้อยใจว่าไม่ได้โดนกล่าวถึง....จะบอกว่า "ดีแล้วววว" แปลว่าเรายังเป็นคนปกติสุขขีเฉกเช่นประชากรทั่วโลกครับ แต่ไม่ได้แปลว่าพวกที่โดนหยิบยกขึ้นมาจะไม่ดีนะ....พวกเค้าแค่มีความพิเศษในตัวเท่านั้นเอง.... หวังว่าคุณผู้อ่านจะได้รับความสุขโดยทั่วกัน...หรืออย่างน้อยๆ แค่เสียงขำนิดๆ หรือรอยยิ้มบนใบหน้าเพียงเล็กน้อย แค่นี้ทางผู้เขียนก็ดีใจสุดๆแล้วล่ะค้าบ (^o^) ยังไง... ถ้าชอบไม่ชอบยังไงก็เมนท์ๆ ไว้เป็น feedback หน่อยนะ....เผื่อโอกาสหน้าจะได้มีโอกาสเขียนเรื่องอื่นๆ ต่ออีก.... (นี่เริ่มคิดจะเขียนหนังสือจริงจังแล้วนะเนี่ย....เริ่มมันส์พะยะค่ะ 555) ok! เจอกันโอกาสหน้านะคับ (^_^) November 19 ค่ายป่าตาวด๊าวด๋าว (ชมรมบริการโลหิตและสังคมสงเคราะห์)ค่ายป่าตาวด๊าวด๋าว
หลังจากเดือนนึงผ่านไป เปรี้ยวๆ เค็มๆ กำลังพอดีปาก บทความชิ้นนี้ก็ถือฤกษ์งามยามดีในวาระที่น้องเป๋าเริ่มอ่านไดนามิค ผนวกกับดวงดาราและจังหวะเสริมที่น้องเติ้งได้เล่นมุขบนชมรม... ด้วยกาลและเวลาอันเหมาะสมจึงขอคลอดบทความอันนี้ออกมาด้วยประการละฉะโน้น.... ถ้ายังมีคนอ่านมาถึงตรงนี้ จะเริ่มรู้สึกสงสัยว่า ได้ฤกษ์งามดังที่กล่าวมาข้างต้น มันเกี่ยว (เอี้ย) อะไรกันตรงไหน.... คุณเข้าใจถูกต้องแล้วครับ มันไม่ได้เกี่ยว (เอี้ย) อะไรเลยแม้แต่น้อย ที่ท่านผู้อ่านกำลังจะได้อ่านในลำดับต่อไปนี้ มันคือสิ่งที่เราๆ เรียกกันว่า "ความทรงจำ" หรือดังที่ภาษาบ้าน James Bond เรียกว่า "Memory" จึงอยากเตือนท่านผู้อ่านที่ไม่ได้โผล่พระเศียรไปที่ค่ายไว้ก่อนว่า อาจจะไม่ได้อรรถรสในการอ่านเฉกเช่นเหล่าวีรชนแห่งค่ายป่าตาวนี้นะคับ... แต่ทางผู้เขียนจะพยายามสอดแทรกมุขสนุกสนานให้ท่านผู้อ่านได้รื่นเริงไปกับการอ่านละกันนะคับ.... และอยากจะเตือนเหล่าวีรชนแห่งค่ายป่าตาวว่า... บางท่านอาจตกเป็นวีรบุรุษในการสร้างความบันเทิงในบทความต่อๆ ไปได้.... ขอจงจำไว้ว่า... จงอย่าพยาบาทเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย... จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ... นะจ๊ะ!!
![]()
คงต้องกราบขออภัยน้องบิว งามๆ ....งาม....งามระดับเดียวกับแอร์การบินไทยเวลากล่าวต้อนรับท่านผู้โดยสารเลย... แต่รบกวนอย่าอุตริจินตนาการภาพพี่ด๊อบใส่ชุดแอร์นะ (เย้ย)...อันนั้นไม่งามละ.... ที่ต้องกราบขออภัยเนื่องด้วยกรณี "ตกหล่ม" ของน้องบิวนี้ ได้รับการถ่ายทอดออกมาทางรูปถ่ายได้อย่างพอเหมาะพอดี และเหมาะเหม็งเหลือเกิน เรียกว่าดูรูปนี้จะได้ทั้งบรรยากาศและอารมณ์ ของ ณ สถานการณ์นั้นๆ ประหนึ่งอยู่ในสถานการณ์นั้นเองยังไงยังงั้น... และด้วยโทรโข่งประจำตัวน้องขวัญ ทำให้กระแส "ตกหล่ม" ถึงกับดังสะพัดไปทั่วค่ายประหนึ่ง โรตีบอย กลับชาติมาบูมใหม่ก็ไม่ปาน
เรื่องมันมีอยู่ว่า "หมู่บ้านป่าตาว" ซึ่งเป็นเดสติเนชั่นของค่ายกลางปีชมรมบริการโลหิตและสังคมสงเคราะห์ฯ เนี่ยนั่นแหละครับ มันอยู่ในบริเวณที่รถทัวร์ไม่สามารถจะผ่านเข้าไปได้...พวกเราเลยต้องสลับยานพาหนะ จากรถฉิ่งฉับ มาเป็นรถอีแต๊ก เครื่องยนต์คูโบต้า เพื่อจะเข้าไปยังหมู่บ้านนั่นเอง.... แล้วก็นั่นแหละคับ ไอ้รถที่น้องบิวนั่งเนี่ย....อยู่ดีๆ มันก็กระทำมุมเอียงกับพื้นโลกซะ "บิวตกหล่ม !!!!""พี่ด๊อบ ถ่ายๆๆๆ บิวตกหล่ม" นั่นเป็นเสียงใครซักคนที่ลอยมา... กล้องไปก่อนล่ะ เอาวะ ถ่ายก่อน มีปัญหาค่อยเคลียร์ทีหลัง สารภาพว่าตอนนั้นยังจำหน้าน้องบิวไม่ได้ด้วยซ้ำเนื่องจากออกเดินทางตอนกลางคืน มองหน้าไม่ค่อยชัด แต่ก็นะ...อย่างน้อยก็มีอะไรให้จดจำน้องคนนี้ก่อนละ "น้องบิวตกหล่ม"
ความทรงจำที่ 2 : "น้องขวัญ"
![]()
"พี่ด๊อบอยู่ภาคอะไรคะ"
"อ๋อ อยู่ไออีคับ"
นั่น........ เป็นความทรงจำแรกที่ทำให้พี่ไม่มีวันลืมน้องขวัญคนนี้ไปได้ ให้ตายก็ลืมไม่ลงจริงๆ.... ไม่ทราบว่าน้องขวัญจะกรี๊ดที่ได้เจอมนุษย์ผู้ร่วมชะตากรรมภาค IE หรือภาค อุต-ส่า-หากรรม (ใส่ตัว) นี่อะไรขนาดน้านนน... คนนะคับ ไม่ใช่คิตตี้ ไม่ต้องกรี๊ดขนาดนั้นก็ได้....ตอนนั้นนี่เรียกว่าแอบกลัวนะนั่นนั่นคือความสะเทือนใจ + ความทรงจำที่ได้ประสบ กับสิ่งมีชีวิตที่ชื่อน้องขวัญคนนี้คับ..."ไม่ใช่ พี่ด๊อบ นี่ มุมิจัง ต่างหาก" นี่ก็ความทรงจำที่สองคับ มุมิจัง...เป็นชื่อกระต่ายน้อยตัวนึงที่ต้องโดนเธอกอดอยู่ร่ำไปคับ....มุมิมุมิ... ผมได้รู้จักมุมิจังครั้งแรกตอนอยู่บนรถครับ เธอเป็นกระต่ายน้อยตัวขาวๆ ปุยๆ น่ารักๆ สภาพภายนอกประมาณ 80% และนั่นเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่ผมได้เจอมุมิจังคับ.... หลังจากนั้นก็ไม่เคยได้เจออีกเลย (อ่าววว ร่ายซะยาว นึกว่าจะมีไร....)แต่น้องขวัญเนี่ย...ที่ทำให้ประทับใจจริงๆ เลยนะ.... คือตอนที่หลังได้รู้จักกับเธอแล้วต่างหาก.... "จริงใจ" "สนุกสนาน" "สดใส" และ "น่ารัก" เป็นสี่คำที่ผมยกให้คนๆ นี้คับ...น้องขวัญเป็นบุคคลตัวอย่างที่ทุกคนรักและอยากอยู่ด้วย... เป็นบุคคลที่สามารถแผ่ออร่าความสุขให้คนรอบๆ ข้างได้อย่างเต็มเปี่ยมเลย.... ขอชมจากใจจริง และ ขอชมลงไว้ในบันทึกความทรงจำ อันนี้เลย "น้องขวัญ IE" คนนี้ปล. เธอชอบกระโดดคับ !...ไม่รู้ทำไม เวลาเห็นผมถือกล้อง น้องขวัญก็จะมา "พี่ด๊อบ ถ่ายรูปๆ" แล้วก็จะหันไปบอกน้องเอิ้นว่า "เฮ้ย มึง โดดกัน" ในอัลบั้มจะมีรูปน้องขวัญลอยฟ้าอยู่หลายรูปทีเดียว
ความทรงจำที่ 3 : "น้องเอ็มหัวฟูมาก"น้องเอ็มหัวฟูมาก..... จบคับ....(ไม่รู้จะบรรยายอะไรแล้ว !! แต่มันจำได้ติดตาจริงๆ)
ความทรงจำที่ 4 : เทพเจ้า ชิตูดูคิ + ตุบชิดๆๆ
![]()
"ชิตูดูคิ" เป็นชื่อของเทพเจ้าองค์นึงคับ หน้าตาละม้ายคล้ายจระเข้ แต่หน้าตาจะออกแนวเหลี่ยมๆ มากกว่าจระเข้ทั่วไป พวกเรานับถือท่านเทพเจ้าท่านนี้เสมือนกล่องกระดาษลังใบนึง...ตำนานของเทพเจ้าท่านนี้คือ เช้าวันหนึ่ง ณ ที่ชมรมบริการโลหิต... มีคนกลุ่มนึงเกิดนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ทำตัวแทนเทพเจ้า... แล้วก็มองซ้ายมองขวา หาอุปกรณ์เพื่อจะสร้างท่านเทพ... จนมีคนนึงมองไปเห็นกล่องนมถั่วเหลืองแลคตาซอย.... ท่านเทพเจ้าชิตูดูคิ จึงได้รับกายเนื้อตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา...... ปัจจุบันท่าน "ชิตูดูคิ" ยังคงสถิตย์อยู่ในห้องพัสดุ ณ ตึกจุลจักรพงษ์ที่จุฬา.... หากใครสนใจจะไปทำความเคารพ ซื้อดอกไม้ธูปเทียนจากสามย่านได้นะครับ... แล้วพอเดินมาถึงตึกจุลชั้นล่างสุด ก็จะเห็นถังขยะแถวๆ หน้าห้องน้ำ ก็โยนธูปเทียนเหล่านั้นทิ้งได้คับ ไม่ได้ใช้หรอก....หลอกให้ซื้อไปงั้นแหละ แล้วขึ้นมากระทำพิธี "ตุบชิด" เป็นจำนวน วิธีการทำ "ตุบชิด" ที่ถูกต้อง 1. เอามือวางบนเข่าด้านตรงข้าม (มือซ้ายวางบนเข่าขวา มือขวาวางบนเข่าซ้าย) ขอให้หมั่นฝึกฝนนะครับ เพื่อความลื่นไหลในการทำ หากมีข้อสงสัยประการใด เดี๋ยวนี้ท่านเทพมีการใช้เทคโนโลยีคับ ท่านสาวกสามารถส่ง
ความทรงจำที่ 5 : ปู๋ววู้ววววว
ไม่รู้จะบรรยายยังไงอันนี้.....ปู๋ววู้วววววว คนไม่ได้ไปค่ายคงไม่มีทางเข้าใจ....ปู๋ววู้วววววววว เอาเป็นว่าถ้าใครอยากลองสัมผัสประสบการณ์ "ปู๋ววู้ววววว" แบบ homemade ก็ให้ทำตามนี้นะครับ
1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10.
![]() ตอนแรกกะว่าจะเขียนเรื่องนี้ตอนความทรงจำที่ 64 แต่อย่ากระนั้นเลย....คงไม่ถึงหรอก เอามันตรงนี้ละกัน
เกร็ดความรู้เกี่ยวกับอั้ม - "อั้ม" ไม่ได้นามสกุล ไชยเชื้อ อย่างที่บางคนเข้าใจ - "อั้ม" มี ความสามารถพิเศษคือเรื่องอะไรก็ตามที่ผ่าน อั้ม แล้วเรื่องนั้นจะขำขี้แตกขึ้นมาทันที แม้ชีวิตใครจะโดนทำร้าย หรือ ปลาทูในบ่อน้ำข้างบ้าน ลองได้ผ่านอั้มแล้วจะกลายเป็นเรื่องขำให้จดจำได้จริงๆ - "อั้ม" เคยมีคนมาทาบทามจะเปิดทอล์กโชว์ แต่ ณ ก่อนขึ้นเวทีวันแสดงจริง อยู่ดีๆ ก็มีแมวตัวนึงเดินผ่านไป จากนั้นอั้มก็หายไป ทอล์กโชว์เลยปิดตัวลงอย่างไม่มีใครรู้เหตุผล - " 64" คือตัวเลขที่ใช้บ่งบอกความเร็วของ CPU คอมพิวเตอร์ ณ ปัจจุบันมีอยู่ที่ 32bit และ 64bit คงเดากันได้ว่าบ้านอั้มใช้กี่ bit- "ส้มซ่า" คือ adjective ที่อธิบาย "อั้ม" ได้ดีมาก....เพราะมันชอบสีส้ม และมันซ่า (ฟังแล้วนึกถึงมิรินด้า)- จริงๆ แล้วสีส้ม คือแหล่งพลังงานของ "อั้ม" วันไหนที่อั้มใส่สีส้มจะเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง แต่ถ้าวันไหนไม่ได้ใส่ อั้มจะหมดแรง... - "ปลาทู" คือเพลงที่อั้มเอามาเล่นกับเด็กๆ คับ.... สั้นๆ แต่อย่าไปหาความหมายของเพลงเลย...ไม่ได้ใจความอะไร... "ปลาทูๆๆ ปลาทูอยู่ในทะเล ว่ายน้ำฮาเฮ ปลาทูๆ" แต่ที่น่าประทับใจคือตอน คำว่า "ปลาทู" สองคำสุดท้าย.... เสมือนแผ่นดินจะยุบลงไปเลย เพราะทุกคนจะพร้อมใจกันโดดดึ๋งขึ้นมา พร้อมตะโกน "ปลาทู" อย่างไม่อายหน้าใครเลยทีเดียว.... น่ายกสโลแกน "ชีวิตสนุกได้ด้วยปลาทู" ให้มันเลยจริงๆ - " 64" คือนามปากกาของไอ้อั้ม คับ... ไม่ว่าจะเขียน feeling หรือ ลงนามเซ็น friendship (คาดว่าแม้แต่ลงนามถวายพระพร มันก็คงลงชื่อ 64)- "อั้ม" มีพรสวรรค์มากมาย ในเรื่องที่ไม่ใช่การเรียน เช่น การพูด การ entertain หรือวาดการ์ตูนก็เก่งมาก....ไม่เข้าใจเรียนทำไมวะ วิศวะ- แล้วจะเรียนต่อ ป.โท ภาคไฟเพื่อ !!!- "อั้ม" เป็นตัวการทำให้โลกร้อน ด้วยการนำเต้นเพลงปลาทู - "อั้ม" อยากเห็นคนไทยบินได้ - น้องบิวเรียก "อั้ม" ว่า "เหม่งน้อย" (แล้วใครคือ "เหม่งกลาง" กับ "เหม่งใหญ่" ล่ะ? แล้วมี "พจเหม่ง" รึเปล่า?) - "ชีวิตอั้มโดนทำร้าย" - "อั้มเหมือนคนโชคร้ายที่โดนสาบไว้...อั้มไม่มีแฟน" หมายเหตุ : คนเขียนไม่ได้ค้นหาข้อมูลใดๆ ทั้งสิ้น....ความจริงอาจถูกบิดเบือนได้....คนอ่านอย่าได้สนใจ...
ความทรงจำที่ 7 : กุ๊งกิ๊ง
![]() "นี่มันระดับเทพแล้วเนี่ย".... ปิ๊ก "โอ้นี่มัน....มันสุดยอดเจรงๆ"..... มรรค นั่นคือคำบรรยายจากสองบุรุษแห่งตำหนักเทพเจ้าชิตูดูคิกับกรณี นางสาวกุ๊งกิ๊ง อะไรเอ่ยแพ้ยาแก้แพ้!
เสมือนจะเป็นคำถามเชาวน์วิเคราะห์ไหวพริบและปัญญาในการเล่นคำ....ป่าวเลยคับ คำตอบเค้ามีกันตรงๆ ครับ..."นางสาวกุ๊งกิ๊ง" คับ น้องกุ๊งกิ๊งเป็นเด็กอักษรปีหนึ่ง สั่งตรงมาจากโรงเรียนชื่อดังแถวเกษตร หากมีเครื่องมือสำหรับดูชาติปางก่อนจริง ผมจะขอดูของน้องกุ๊งกิ๊งก่อนเลยคนแรก ผมล่ะสงสัยมากๆ ว่าชาติที่แล้วเธอคนนี้ไปทำอะไรไว้ ทำไมถึงได้เกิดมามี "แพ้ไข่" - อันนี้ซวยมาก กินอะไรก็ต้องระวัง
"แพ้หมึกพิมพ์" - อ่านการ์ตูนไม่ได้คับ หมึกจับแล้วคัน
"แพ้ยาแก้แพ้" - อันนี้ระดับเทพ แต่ว่า...สิ่งที่น่าประทับใจของน้องกุ๊งกิ๊งไม่ใช่อาการแพ้ต่างๆ เหล่านี้ว่ามันแปลก พิเศษหรืออะไรหรอกนะครับ... สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจได้คือ "ความร่าเริง" ของเธอคนนี้ต่างหาก แม้ว่าจะแบกรับอาการแพ้เหล่านี้ไว้ แต่น้องกุ๊งกิ๊งยังคงรักษาความสดใส ร่าเริง และ ใช้ชีวิตโดยปกติสุขอย่างน่าประทับใจได้อีก "น้องกุ๊งกิ๊งอาจจะแพ้หลายๆ อย่าง แต่ เธอไม่เคยพ่ายแพ้ต่ออาการแพ้เหล่านี้....น้องกุ๊งกิ๊งเป็นฝ่ายชนะ !... ชีวิตของเธอคือข้อพิสูจน์ที่ดีที่สุด"ความทรงจำที่ 8 : สำนักพรรครูบิกแห่งบ้านป่าตาว
ใครบอกว่าลูกรูบิคไว้แค่เล่นฝึกสมอง....งานนี้ผมเถียงขาดใจดิ้นเลย
มันเป็นอุปกรณ์สานสัมพันธไมตรีชั้นยอดเลย งานนี้นี่ผมสนิทกับน้องหลายๆ คน ได้เพราะลูกรูบิกนี่เลยจริงๆ นะเนี่ย
รายชื่อศิษย์ประจำสำนัก
รุ่นที่ รุ่นที่ 2 (เหว่ย 6) : ข้าวปั้น กุ๊งกิ๊ง ไจ๋ บิว จ๊ะ ติ น้องชายของหนิง และ น้องสาวของหนิงกำลังอยู่ในขั้นฝึกวิชา : ปุ้ย โม บูบู้วประทับใจจริงๆ.... เกิดมาก็พึ่งจะได้ประจักษ์กับพลังอำนาจของลูกรูบิคก็ครั้งนี้แหละ มันสร้างมูลค่าได้เกินตัวมากมายเถอะ...เป็น 400 บาทที่คุ้มมากมาย ทำให้ได้สนิทกับน้องๆ อย่างรวดเร็วเหลือเกิน"แค่ถือก็ดูฉลาดแล้ว"... ข้าวปั้น เคยกล่าวเอาไว้วันหนึ่งก่อนจะลงไปซื้อของกินกันหน้าวิศวะ... ก็จริงคับ แค่ถือก็ดูฉลาดขึ้นมาแล้ว 20% ยิ่งถ้าเล่นได้นี่จะทำให้ดูฉลาดขึ้นถึง 80% ยิ่งถ้ามีจังหวะการขยับนิ้วที่คล่องแคล่ว เกจความดูฉลาดจะพุ่งปรี๊ดทะลุเพดานไปที่ 150% เลยทีเดียว"เพื่อนๆ ที่คณะตกใจกันใหญ่ บอกเกิดมาไม่เคยเล่นชนะเลย..." อันนี้เกิดขึ้นตอนที่น้องบิวเอาไปเล่นที่คณะนิติศาสตร์ ^o^"อาจารย์ให้หนูออกไปพรีเซนต์หน้าห้องถึงวิธีเล่นรูบิกด้วย"... อันนี้นี่สุดยอดเกินทน... น้องกุ๊งกิ๊งเอาไปเล่นในคาบภาษาอังกฤษ อาจารย์ฝรั่งเกิดอยากรู้ว่าเล่นยังไงขึ้นมา โอ้โหเฮะ....อย่าได้ดูถูกลูกรูบิกก้อนเล็กๆ นี้เชียวนะครับ มันมีพลังที่จะเปลี่ยนแปลงแม้วิชาเรียน (ก็แค่คาบนั้นคาบเดียวแหละ) ได้เลยนะเนี่ย พิมพ์มาถึงตรงนี้ คนพิมพ์ก็เริ่มคันไม้คันมืออยากเล่นละ....ขอไปเล่นก่อนซักรอบให้หายคันก่อนนะ....เดี๋ยวกลับมาพิมพ์ต่อ ...... ...... ...... เวรแล้วไง....วางไม่ลง.... .... .... .... เอ้ย !!!...... ..... ..... .... .... เฮ่อ....วางได้ซะที .... .... อ้าว เฮ้ย...มือเผลอไปหยิบขึ้นมาอีกแล้ว !! (-_-')
ยังๆๆๆๆ "ความทรงจำ" มันยังไม่หมดง่ายๆ ตัวอย่างตอนต่อไป...ส่งมายั่วไว้ก่อน - คุณพ่อโอ กับ ลูกแบงค์ - ท่าน ส.ส. ลงพื้นที่ - ความในใจจากคนเขียน ฯลฯ November 18 ชีวิตนี้เอาไงดี
July 26 ชีวิตนี้ทำไรดี?ขอทดไว้หน่อย... ไปเจอมาจากเวบ แล้วยังอ่านไม่จบ....ไม่หวงนะครับ แบ่งๆ กันอ่านได้เหมือนกัน...แด่เพื่อนผู้ยังสับสนในชีวิต
How to find what you love to do in your life!
This article was inspired by Steve Jobs’ commencement speech at Stanford University. In it, he says the advice we’ve all heard a thousand times: “You’ve got to find what you love. And that is as true for your work as it is for your lovers. Your work is going to fill a large part of your life, and the only way to be truly satisfied is to do what you believe is great work. And the only way to do great work is to love what you do.” - Steve Jobs Well then, the question naturally arises, how do you find what you love to do? It’s such a big question. What absolutely boils my blood is that we hear we should be doing what we love to do all the time, but there’s not any step by step advice out there on how to find what you love to do. The advice that is out there helps to a certain degree, but it’s just a bunch of pieces thrown together with no coherent logical structure or order. A perfect example is this. In order to find your passion, we are told to ask ourselves: “What would you do if you had a million dollars (tax free)?” The typical answer ensues: “Well gee, I would put it in an account that yields high interest and live off the interest each year. Then I would move to Hawaii, buy a house, sip margaritas all day, play video games, go to the beach, swim, travel around the world, taste all the cuisines, read books, play sports, and on and on and on and on.” Does this really help? Not really. Sure, you figured out what your lazy butt likes to do, but it doesn’t really answer the question that’s hidden, which is “How do I make money doing what I love to do? What is the result? People working in jobs they hate, feeling trapped because they can’t quit as they rely on that sole source of income to finance a lifestyle tailored to escape their grim reality, drifting aimlessly in life, in short, leading lives of quiet desperation, as so eloquently put by Henry David Thoreau. Why don’t they just quit their jobs and pursue what they love to do you ask? Two Reasons. Reason #1: They don’t know what they love to do. Reason #2: Fear. They’ve got a lifestyle to uphold, bills to pay for, families to take care of, fear of no steady source of income, fear of what other people might think or say about them, etc. Fear. The very fact that you are seeking to find what you love to do (by the very fact you came across this article and started reading it) is a BIG step believe it or not. Many people in their lifetime avoid or do not even seek to find the answer to that question. They hear the question in their head but have become extremely adept at silencing it. It is extremely important to answer the question on how to find what you love to do. You must decide what destination to steer your life in. Otherwise, you leave yourself wide open for others to direct your life, as well as at the mercy of the winds and storms of life. If you know where your destination is, the rest is easy. You will find once you know what you want to do, all uncertainty and burden will be lifted off your shoulders and you will have clear vision as to what your journey is and that journey will truly be joyful. By the time you finish reading this article, I sincerely hope you experience that. What about how to make money doing what you love? The question of how to monetize doing what you love is certainly a valid one. There are bills to pay, stomachs to feed, families to support, etc. Don’t worry about that for now. That will be covered later in this article. First things first, you’ve got to find what you love to do. Why is it so hard to find what you love to do? The answer is: It’s not hard at all. You read right. It’s not hard at all. Then why are so many people having difficulty finding what they love to do? Because they’ve never truly asked themselves. What amazes me is that there seems to be a stigma attached to spending time with oneself. You have to constantly be doing something, whether it’s going to the game, drinking beer with the buddies, going to that hot party or club downtown, etc. Don’t get me wrong, there’s nothing wrong with doing all that, but I suspect the vast majority of people who engage in this “I have to be doing something every minute because I can’t be by myself” mentality are just putting up a front to show people how satisfying and fulfilling their life is, when in reality, it’s just the opposite. The irony here is that spending time with oneself is exactly what you should be doing to lead a satisfying and fulfilling life. People think you have to travel around the world, experience new things, etc to find what you love to do. No. You just have to sit down and decide. The answer is already within you. You just have to dig it up and avoid procrastinating. Your brain has absorbed all sorts of information and experiences and it has the answer ready to be unraveled. Just let it out. Be honest. Have you actually sat down by yourself with no distractions, with your sole focus on asking yourself what you love to do without picking up your cell phone, surfing the net, watching TV, chatting on AIM, listening to your favorite song, playing solitaire or minesweeper, checking your email, returning a call, getting a drink of water, going to the bathroom, looking at the clock, reading a magazine article, I could go on and on but you get the point. I’m going to go out on a limb and say you haven’t for the sole purpose of you reading this article. Why is that? Fear of what the answer will be if you ask yourself what you love to do. The answer is: I don’t know. But that is exactly why you MUST find out. You’re avoiding the question because you know the answer is you don’t know, but that’s ok. Admitting you don’t know is perfectly fine. There’s nothing wrong with it. You’re way ahead of a ton of other people who learn to quiet the voice within that asks the question of “What do I love to do?” And let’s say you’re one of the few people who actually specifically know what they love to do. The next thought that pops in their head is “Oh, I can’t make any money off of that.” The seed that was planted never grew. I hate vague answers. I want clear, logical, definitive answers to questions. So let’s do this. Step 1: You WILL find the answer. No doubt. You will find the answer. You will find it. No doubt. Approach the question with this mentality and you are sure to find it. How long will it take? It doesn’t matter. Bottom line, you will find the answer. By doing this, you automatically instill an anti quitting mechanism within yourself, because you know you will find the answer. If you know what you want to do, then you will do it. For example, if you know you want to arrive in New York, you’ll find ways to get there. You’ll hop a train, bus, or plane going to New York and will arrive in New York. If you don’t have the cash, you’ll borrow it, or get a job and save up, or get a job as a flight attendant to get there for free. It doesn’t matter how long it will take or what you need to do because you know you’re going to New York. All your actions onward from the decision that you want to arrive in New York will revolve around getting to New York. Read that last sentence again. All your actions onward from the decision that you want to arrive in New York will revolve around getting to New York. Finding what you love to do = Deciding to arrive in New York. Step 2: Make a list of your skills and interests in two columns and WRITE THEM DOWN (I’ll explain why you must write things down later): I’ve taken the liberty of creating a document you can print so you can easily fill in the blanks. You can download it here. KEY is to WRITE THESE DOWN!! I cannot emphasize this enough. Don’t think you can do it all in your head. WRITE IT DOWN. When I mean by skills is any skill. It could be specialized knowledge. It could be an intangible skill. Empty your clip here, list EVERY skill you have. It could be programming, making web pages, talking, listening, persuading people, typing, flirting, analyzing, giving speeches, making things easy to understand, whistling, blowing bubbles with your spit, it could be anything. Don’t be bashful. List everything you perceive your skills to be. Include subjects you are knowledgeable about as well in your skills list. Computers, economics, biology, baskebtall plays, football plays, magic tricks, etc. On your other column, lists your interests and don’t be shy here as well. List EVERY interest you could possibly think of. Spiders, shoes, hair, makeup, basketball, tennis, thinking of ideas, babysitting, walking, hiking, fireworks, helping people, making fun of people, fishing, tai chi, karate, seashells, seaweed, can openers, anything goes. Yes, I did say can openers. To help you write down more interests, think of what you were interested in at your previous jobs and write them down. Also, think of what you were NOT interested in your previous jobs and write the exact opposite. Asking yourself the following questions may shed light as to what skills and interests you possess. If you went in a bookstore, which section do you naturally gravitate toward? Ask friends for any skills and interests they see in you. You’ll be surprised at how much insight they have on you that you’ve never thought of before. What do you spend most of your time doing? What do you look forward to doing? What did people praise you on doing? What did your teachers or parents say you had a skill or knack of doing? Why am I emphasizing skills and interests here? Skills: Because you’ve got to leverage what you’re strong with. And don’t say you don’t have any. Everybody has skills. You’ve just never sat down and thought about it and wrote it down. By using your skills, you’ve got a head start, a catalyst. Interests: Simply because you’ve got to love what you do. By including interests, you include another form of an anti quitting mechanism. Focus on generating as many skills and interests you can possibly think of and WRITE IT DOWN! You may find that your skills are gravitating toward one or two particular skills. The same may hold true for interests. Keep that in mind for step 3. Step 3: Set aside some TRUE alone time with no distractions to focus and figure out what you love to do by asking yourself the right questions. It amazes me how people set aside time for taxes, cooking, watching movies, reading, but when it comes to their own personal future, they never set aside any time. How much MORE time you should set aside to figure out the path that will make you happy? Ok, you’ve set some private alone time with no distractions; now what? You must ask yourself an extremely clear question. Clarity is key here. The clearer the question, the easier the answer will be. For example, if I ask you what 12 times 12 is, the answer comes easily, 144. However, if I ask, what is some even two digit number times some other even two digit number? Guess how long it’ll take you to answer that question? Clear questions lead to clear answers. Another key thing is to WRITE it down. I know you’ve heard it a billion times and it’s so cliché but there’s a reason. Writing things down allows you to easily make connections you’ve never thought of before because you see it on paper. It also allows you to “free room” in your brain for other thoughts because they are put in another container so to speak. If I ask you, what’s 257 times 852, try doing that in your head vs. doing that writing it down. When you write it down, the answer comes out easier, not to mention more accurate. If you haven’t already wrote down your skills and interests in the previous step, STOP and DO IT NOW. It won’t do you any good having them in your head. So, let’s use your alone time to ask yourself a clear question in writing. What is the question you should ask yourself? Is it: “What do I love to do?” That question is a bit broad, so let’s narrow it down a little. Try asking yourself: What would I love to do on a daily basis utilizing both my skills and interests that will add significant value to people? See the difference here? The more detailed and clearer the question, the easier it is to answer it. Why did I add the add value part? Because that will lead you to find a way to make money doing what you love. By incorporating the question of how to add significant value by utilizing your skills, you automatically filter out all the “common answers” that people come up with when asked what they love to do. Common answers such as: “I love to watch TV.” Or “I love to play video games.” Answers such as that discourage people because they see no way of making money from it. Adding to that, many people tend to make the mistake of focusing on how to make money. A lot of people fail to realize that money is just a byproduct of adding value in the form of a product or service to people. When you know how you can add value to people, you’ll know how to get money. Open up Word or get out a blank sheet of paper and write that question up at the top. Here it is again in case you don’t want to scroll up. What would I love to do on a daily basis utilizing both my skills and interests that will add significant value to people? The KEY is to WRITE YOUR ANSWERS DOWN!! I cannot emphasize this enough. Don’t think you can do it all in your head. WRITE IT DOWN. Looking at the two column list you made in the previous step, start writing down a list of answers. Just write. It doesn’t have to be perfect and it doesn’t have to make sense because sooner or later, you will connect the dots. Here’s a story to illustrate what I’m talking about. There was a story about a small town with a ski resort which attracted a lot of tourists, which in turn helped the town’s economy. However, when it snowed, the snowfall collected on the power cables, until the weight was enough to collapse the cables, resulting in several power outages. Slowly but surely, tourists stopped coming, so the town held a meeting to discuss how to solve the problem of having snow collect on the power cables. Solutions were tossed out for quite some time. Then somebody shouted in a loud voice from the back of the room and said “Let’s hang pots of honey on the power cables to make the bears climb up. When the bears climb up and get the honey, their movement will shake the snow off the power cables.” The audience laughed and somebody else deciding to play along said “How will we refill the pots of honey?” “We’ll use a helicopter”, another person said. Then the answer dawned upon them. By having a helicopter fly by the power lines, the wind from the propellers would shake the snow off. The main point here is that answers, no matter how ridiculous they may seem, should not be feared because more often than not, they lead to results. It’s all part of the process. Even if an answer seems ludicrous, write it down. Write down all your answers. Do it until you have 20 answers and look them over. You will find that as you write down answers and look at them, it will in turn propel you to think of new creative answers that you would not have come up with before. You will be amazed at all the things you wrote and the different solid creative ideas that come about. Now the time comes for focus. I’m sure you’ve heard of the sun and magnifying glass analogy pertaining to focus but I’m going to say it again. If you try to do a bunch of things at once, nothing will get done. If you wave a magnifying glass around on the hottest day, you won’t burn anything. You’ll dissipate all your energy among the trivial many. By focusing and harnessing all your power, energy, time, focus, thinking, etc. on one goal, you will be amazed at how deep and quickly you can accomplish that. Just as you steady a magnifying glass on a single object, with the hot burning sun rays analogous to your desire, focus, power, energy, time, etc, you will make an impact. The notion of focus is so important that I’m going to use another analogy. Imagine you’re a cheetah and you see two juicy gazelles grazing in the grass. Spending your time chasing both = no food = death. Hunt one down. It might take time to catch it and kill it, but when you do, you’ll be recharged. You will soon start collecting information on how the gazelles run, which direction they run, where they like to graze, etc, which will help you catch more gazelles in the future, thereby putting you in a favorable cycle. Case in point, focus on one. So look over your list you just made and choose one idea that seems the most appealing to you. You may find you can combine a few ideas into one idea. Nevertheless, choose one idea that you will garner the greatest satisfaction not just for yourself, but to other people. You might want to zero in on the ideas that combine your skills and interests that you’ve listed in the beginning. The reason being, psychologically speaking, you’ve probably listed your greatest skills and interests first and then as you started listing them downward, so did your degree of skill and interest. This might not be true. You might have 20 different but equal skills and interests, which if you do, I congratulate you. Just a tip I thought I would throw out. Take it with a grain of salt. How Will You Know You’ve Found What You Love To Do? Does it make you feel good? If you feel it in your gut that you’ve hit the jackpot, you’re right. If your friend were to bring up the idea you picked, would you be all over it talking about it? You have to have no reservations about it. If you feel the slightest doubt that it’s not your passion, then it’s not. You must hunger to overcome any obstacles to pursue your passion. Once you have that, your search is over. That, right there is what you love to do. As for how to make money off of it, you might have already found ways when you wrote down your answers. If you still want to find more ways to make money doing what you love, just follow the same steps. Step 1: Know you will find the answer. Step 2: Write a clear question, write down the answers, and you will be amazed at the many ways you can make money from it. I’ll leave the money making question up to you, but it shouldn’t be hard to do. Now that you know what you love to do and how to make money from it, you must ACT. That’s a whole other story. Most people get to this stage but don’t act and it doesn’t make any difference in their lives. Peruse the rest of this site to invest in yourself by learning how to take action, set goals, manage your time, eliminate fear and doubt (the two biggest dream killers), change the way you think, think positively, visualize, etc and live the life you want, not the one that others have laid before you. Invest in yourself and make it happen. |
|||||
|
|